Yes Man


เนี่ยใช่เลย

เนี่ยแหละใช่เลย

ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ “เนี่ย” คืออะไร แต่ตามความหมายของพระเจ้าแล้ว มันคืออาการที่ผมรู้สีกเพียงพอกันสิ่งนู่นสิ่งนี้

มันผ่านไปแค่สิบนาที ตั้งแต่ได้ยินชายคนนั้นบนรถเมล์พูดราวกับนักปราชญ์ และผมก็รู้สีกตื่นเต้น และมีแรงบันดาลใจขี้นมา หอบนิดหน่อย นั่นก็เพราะว่าเวลาที่ผมตื่นเต้นและมีแรงบันดาลใจพร้อมๆกัน ผมมักจะชอบกระโดดขี้นบันได ซี่งผมน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมอาศัยอยู่บนชั้นสี่ และไม่น่าทำอะไรอย่างนั้นเลย

แม้ว่าหน้าจะแดงก่ำ เหงื่อแตก นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะเรื่องของเรื่องก็คือว่า สิ่งที่ชายคนนั้นพูดกับผมบนรถเมล์ มันโดนซะจริงๆ ไม่ใช่สิ มันมากกว่านั้น มันสมบูรณ์และมีเหตุมีผลมาก ผมรู้ครับว่ามันฟังดูแปลกๆ และผมก็ว่ามันอาจจะไม่มีความหมายสำหรับคุณเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับผมแล้วนั้น ไอ้คำสามคำนี้ได้… ทำ อะไรบางอย่าง กระตุ้น บางสิ่งบางอย่าง หมายความ ถึงอะไรบางอย่าง เหมือนกับว่าชายคนนั้นได้รู้จักตัวผมจริงๆ ที่แม้แต่ผมก็ไม่รู้มาก่อน ซี่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะว่าถ้าสิ่งที่คุณไม่รู้มาก่อนว่าตัวคุณนั้นประเสริฐแค่ไหน เหมือนกับว่าคุณเป็นมาธาดอร์ หรือครั้งหนี่งคุณเคยปลดปล่อยทาส ซี่งต้องรู้สึกขอบคุณคนๆที่บอกคุณ

แต่คนๆนั้นไม่ได้บอกว่าผมประเสริฐแบบนั้น มันออกจะน่าเป็นห่วงซะมากกว่า มันเป็นบางสิ่งที่ผมจะต้องเปลี่ยนแปลง และโชคดีที่เขาแนะนำผม เขาได้หยิบยื่นห้วงเวลาแห่งความชัดเจนให้กับผม

ผมพลาดอะไรหลายๆสิ่ง งานวันเกิด บาบีคิว ปาร์ตี้ อาหารค่ำกับเพื่อนๆ เที่ยวผับตอนกลางคืน จากแรงบันดาลใจกลายเป็นความตื่นตระหนก ใครจะรู้ว่าผมพลาดอะไรอะไรไปบ้างในชีิวิต ไม่ได้ทำอะไรไปบ้าง ไม่ได้เจอใครไปบ้าง หรือชีวิตจะแตกต่างไปจากปัจจุบันยังงัย และ แม้กระทั่งเพื่อนกี่คนที่ขาดการติดต่อไป

ผมโกรธตัวเอง ที่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ร่วมครี่งปี ผมจะต้องกลับไปสู่ชีวิตของผม เริ่มใช้ชีวิต แทนที่จะมีชีิวิตเฉยๆ

ผมจะพูดว่า ได้ ได้ และได้ ให้มากขี้น

ผมจะพูดว่า ได้ ให้มากขี้น เพื่อให้หลุดพ้นจากชีิวิตพวกนี้ ในใจผมเริ่มเต้นรั่ว มันต้องได้ผลแน่ๆ แต่ว่า ผมจะเิริ่มต้นอย่างไรละ?

ผมจะเริ่มต้นที่ออกไปข้างนอกไม่ว่าอะไรจะเกิดขี้น ไปเที่ยวกับใครก็ได้ที่อยากไป ปล่อยให้ชีิวิตนำทางผมไป ผมจะทำทุกสิ่ง ตอบรับสิ่งทุึกอย่างเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

หนี่งวัน หนี่งวันเหรอ? หนี่งวันสำหรับเรื่องดีๆที่ไม่มีอะไรหยุดได้ เอ…แล้วมันจะเลวร้ายซักแค่ไหนกันเชียว หนี่งวันที่บอกว่า ได้ กับทุกสิ่ง อะไรก็ได้

หนี่งวันที่ผมจะเป็น Yes Man

ใช่เลย

“ฮัลโหล คุณวอลเลซ ผมโทรจาก มาร์กวัน บริษัทติดเหล็กดัด ในลอนดอนครับ พอจะมีเวลาึคุยซักแป๊บมั้ยครับ”
“ได้ครับ”
“คุณเคยคิดจะติดเหล็กดัดที่บ้านหรือ อพาทเม้นท์ บ้างมั้ยครับ?”
“ครับ เคยครับ”
“ผมขอถามได้มั้ยครับว่า คุณพอจะสนใจมั้ยถ้าเราจะให้ใบเสนอราคา แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย และ่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เกี่ยวกับการติดเหล็กดัด”
“ได้ครับ”
“โอเค … งั้น ที่ผมจะทำก็คือ ส่งคนของเราไปที่ที่พักคุณ คุณคิดว่าจะมีเวลาไหนจะเหมาะสมที่สุดมั้ยครับ?”
“ได้ครับ”
“อะฮะ … และ … มันคือเวลาไหนครับ?”
“ไหนคุณลองเสนอมาซิ?”
“วันอังคารได้มั้ยครับ? คุณวอลเลซ”
“ได้ วันอังคาร ได้”
“บ่ายสอง?”
“ได้”
“โอเค เดี๋ยวผมขอจดไว้ … เออ วันอังคาร เวลา–”
“อืมม์ … ผมว่าผมควรบอกคุณไว้อย่างนะครับ … คือบ้านผมติดเหล็กดัดหมดแล้ว”
“ว่ายังงัยนะครับ โทษที?”
“ผมติดเหล็กดัด ทั้งอพาทเม้นท์แล้วครับ”
“อ้อ … แล้ว …ขอโทษนะครับ ผมไม่เข้า–”
“ผมเพียงจะบอกว่า บ้านผมติดเหล็กดัดหมดแล้ว แต่ผมว่าคุณอย่าให้ไอ้นั่นมาทำให้คุณเสียความตั้งใจ ชีวิตก็คือการไขว่คว้าหาโอกาส คุณรู้มั้ย? สิ่งที่ดีที่สุดจะเกิดขี้นกับเรา เมื่อเราพูดแต่คำว่า ได้ เหมือนที่มีชายแก่ๆ บอกผมบนรถเมล์ ผมเข้าใจมันถ่องแท้แล้วละ”
“เออ เดี๋ยวนะครับ … แล้วคุณจะเอาใบเสนอราคาทำไม?”
“อะไรนะครับ?”
“คุณจะเอาใบเสนอราคาทำไม ในเมื่อบ้านคุณติดเหล็กดัดไปหมดแล้ว?”
“เออ ก็คุณถามนี่ครับว่า–”
“มันเสียเวลาเปล่าๆ ทั้งคุณและผม นะครับ คุณวอลเลซ”
“ผมแค่คิดว่ามันคงจะดี เออ ถ้าคุณมาดูบ้าน แล้วคิดยังงัยกับเหล็กดัดที่ผมติดไปแล้ว กินชาด้วยกัน หรือไม่ คุณก็เอาใบเสนอราคาให้ผม ถ้าคุณต้องการ”
“ผมไปละ คุณวอลเลซ โอเค?”
“ได้ครับ”

นั่นคือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นของผม — ทำให้คนๆหนี่งสับสนในความพึงพอใจส่วนตัวของผม

ผมตื่นมาอีกวันอีกวัน เปิดคอมพิวเตอร์ และพร้อมเต็มที่กับทุกโอกาสที่กำลังจะเข้ามา ผมได้รับ อีเมล์สองสามฉบับ ผมรีบเปิดทันที อันนีงมาจาก ฮาน ถามว่าเราจะมีเวลาคุยกันสักหน่อยมั้ย? ได้ครับได้

อีเมล์อีกฉบับมาจากเพื่อนเก่าแก่ชื่อ แว๊ก ถามผมว่า สนใจกินเบียร์กันหน่อยมั้ย? ได้ครับได้

อีกฉบับมาจากคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย ถามผมว่า อยากมีไอ้จ้อนใหญ่ขี้นมั้ย? ได้ครั– เดี๋ยวก่อน มาจากใครฟร่ะ?

คุณอยากมีไอ้จ้อนใหญ่ขี้นมั้ย ด้วยเทคโนโลยีเสริมแต่งจ้าวโลก วันนี้ หมายความว่าชายชาติอย่างคุณสามารถ …

โอ้ เมล์ขยะ ยังงัยก็เหอะ ก็อดดีใจไม่ได้ว่ามันไม่ได้มาจากแฟนเก่าผม ผมเลื่อนเมาส์ไปจะคลิกลบข้อความ แต่เดี๋ยวก่อน หยังงี้ก็ไม่มีสปิริตนะซิ ดังนั้น ผมจะตอบ “ได้” กับเมล์ขยะนี้ แล้วก็หัวเราะ ผมคลิกที่ลิงค์เพื่อที่จะใส่เบอร์เครดิตการ์ด และสั่ง เครื่องขยายไอ้จ้อนมหัศจรรย์ เออ มันคงไม่เจ็บใช่มั้ยน้า ถ้าไม่ใส่แบบผิดๆ

ผมเดินไปที่ครัว ต้มน้ำ ค้นตู้กับข้าวหาของกิน รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่เพิ่งทำไป ผมเดินกลับมาที่คอมพิวเตอร์ กะว่าจะได้เจอกับอีเมล์ของ ฮาน กับ แว๊ก ตอบกลับมา แต่ว่ามันไม่มี ผมจึงต้องจัดการเรื่องเอง ผมจีงนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ เขียนอีเมล์หนี่งฉบับ และส่งไปให้เพื่อนทุกคนที่ผมคิดว่าทำให้พวกเขาผิดหวัง หรือไม่ก็เคยตอบปฏิเสธไปในอดีต หรือไม่ได้เจอกันมานานแล้ว ผมเขียนว่า

ถีง: เพื่อนๆ
จาก: แดนนี่
หัวข้อ: ผม คุณ และเรา

หวัดดี
ฟังนะ ผมก็ผ่านมานานแล้ว มันเป็นความผิดของผมเอง ผมขอโทษ แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมกำลังจะกลับไปเป็นคนเดิม ดังนั้น ถ้าอยากเจอกันบ้าง ก็บอกผมละกัน

เพื่อนของคุณ (หวังว่า)
แดนนี่

ผมรู้สึกราวกับได้ชำระล้างบางสิ่งออกไป แต่ผมก็ทำยิ่งกว่านั้นอีก ผมโทรไปหา ฮาน เลย

“เฮ้ ฮาน นี่แดนนี่นะ”
“เฮ้ แดน ได้อีเมล์ฉันหรือเปล่า?”
“ได้ และได้ครับ ผมก็อยากคุยกันสักหน่อย”
“โอเค … กินกาแฟในเมืองมั้ย? วันนี้เป็นงัย?”
“ได้”
“สี่โมงกว่า?”
“ได้”
“เดี๋ยวฉันจะไปเจอคุณที่สถานีคอนแวนต์ การ์เด้น โอเคมั้ย?”
“ได้ แน่นอน เจอกัน”

ยอดเียี่ยมเสียกระไร ง่ายมั่กๆ ผมเพิ่งจะนัดกับแฟนเก่าผม ผมน่าจะได้เหรียญเกีรติยศเลยนะเนี่ย ต่อไป ผมโทรหาแว๊ก

“แว๊ก แว๊กเกิล แว๊กกามาม่า”
เสียใจ ไม่ใช่ผมหรอกที่พูดอย่างนั้น แต่เป็น แว๊ก ต่างหาก แว๊กชอบรับโทรศัพท์แบบนี้บางครั้ง
“เฮ้ แว๊ก … ข้าได้รับอีเมล์เอ็งแล้ววะ แน่นอนข้าสนใจกินเบียร์ วัน เวลา บอกมาเลย”
“เยี่ยม … วันนี้เป็นยังงัย?”
“ได้”

โอววว เดี๋ยวก่อน ผมพี่งตระหนักว่า ถ้าหลับตาตอบว่า ได้ กับทุกเรื่องอาจจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาได้ จะเกิดอะไรขึ้นหาก เค้าบอกว่ามาเจอกันตอน สี่โมง

“ซักทุ่มนึงเป็นงัย ร้าน ฮอสแอนด์กรูม?”
ขอบคุณพระเจ้า เย้
“ได้” ผมว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างไปได้สวย จริงๆนะ ผมเดินลงไปซื้อนม กับหนังสือพิมม์ที่ร้านหัวมุม ผมเริ่มรู้สึกว่าได้เป็นคนใหม่แล้ว เดินกลับมาบนห้อง เหลือบมองนาฬิกา มันเป็นเวลาเที่ยงวัน สี่ชั่วโมงก่อนที่จะต้องออกไปไหนต่อไหน นอนเล่นซะหน่อยก็ได้

นั่นแหละปัญหา ผมไม่อยากนอนเล่น ผมอยากออกไปทำนู่นทำนี่ ผมอยากจะพูดคำว่า ได้ ให้มากขี้นกว่านี้อีก ผมเปิดหนังสือพิมม์ที่เพิ่งซื้อมา พลิกไปสองสามหน้า และก็เห็นกรอบเล็กๆบนหน้านั้นว่า

คุณมีสิ่งประดิษฐ์หรือไม่?

ผมท่วมท้นไปด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้ จริงๆแล้ว ไม่มี ผมไม่มีสิ่งประดิษฐ์ซักอย่าง แต่ว่าโฆษณานี้คือโอกาสของผมที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ผมสามารถประดิษฐ์คิดค้นได้ บางทีผมถูกส่งมาที่โลกนี้เพื่อที่จะเป็น นักประดิษฐ์ เจ๋งไปเลย เท่าที่ผมจะต้องทำก็แค่โทรไปหาสถาบันสิทธิ์ทางปัญญาของอเมริกา แล้วก็ขอชุดข้อมูล ห้านาทีต่อมา ก็เรียบร้อย ผมได้รับการยืนยันว่า ข้อมูลเอกสารกำลังถูกจัดส่งมาที่ผม ตอนนี้ผมสามารถนอนเล่นได้แหละ

บางทีน่าจะออกไปข้างนอก

มันเป็นวันแดดออก และลอนดอนดูราวกับเป็นเมืองที่แตกต่างออกไป มันสดใสกว่าทุกวัน และมีสีสัน ผมเริ่มออกเดินไปที่สถานี คอนแวนต์การ์เด้น ณ ตอนนี้ มันไม่มีต้องพููดว่า “ได้” มาซักพัก แต่ผมรู้ว่ามันกำลังจะมาในไม่ช้า

“ขอกาแฟถ้วยนึงครับ” ผมพูดกับชายคนหนี่งในคาเฟ่แห่งหนี่ง
“ใส่น้ำตาลมั้ยครับ?” เขาพูด
“ไม่ ขอบคุึณ”
“50 เพน ครับ” เขาพูด แล้วก็วางแก้วพลาสติกข้างหน้าผม

ผมล้วงกำลังจะหยิบเศษสตางค์ในกระเป๋า พร้อมกับรู้สึกตัวว่า ผมได้ทำผิดอย่างใหญ่หลวง ความผิดที่ผมหวังว่าจะมีคำแก้ตัว คำแก้ตัวที่มาจากความเคยชินและนิสัยในการดื่มกาแฟของผม

“ขอโทษนะครับ คุณถามผมว่าจะใส่น้ำตาลมั้ย …”
“ใช่ แล้วคุณก็บอกว่า ไม่”
“ผมรู้ แต่ … ถามผมอีกรอบนีงได้มั้ย?” ผมเลื่อนแก้วกลับไปที่เขา
“เอ๋?”
“คุณช่วยถามผมอีกที ว่าผมต้องการใส่น้ำตาลหรือไม่ กรุึณาเถอะ”

ชายคนนั้นทำหน้างงงวย แต่ก็เหมือนจะเชื่อผม เขายกแก้วขี้นแล้วพูดว่า “ใส่น้ำตาลมั้ย?”
ผมกระแอมไอนิดนีง “ได้ครับ”
“กี่ก้อน?”
คราวนี้มันถึงตาผมที่ต้องทำหน้้างงงวยบ้าง
“ผมไม่รู้ ผมไม่ใส่น้ำตาล”

เราทั้งคู่ต่างทำหน้างงด้วยกันทั้งคู่
“งั้นใส่มาเท่าที่คุณคิดว่าพอละกัน” ผมยักไหล่
ชายคนนั้นหยิบที่คีบ หนีบน้ำตาลลงไปทีละก้อน สามก้อน โดยที่เราจ้องหน้ากันโดยที่ตาไม่กระพริบ

“โอเค้?”
“ได้ครับ” ผมพูด “ขอบคุณมาก”

ผมออกจากคาเฟ่ ถือกาแฟใส่น้ำตาล มุ่งหน้าไปยังสถานีคอนแวนต์ การ์เด้น หยุดดูคนโยนลูกบอลคนนีง ไม่ทันสังเกต

“โทษนะคะคุณ คุณมีเวลาซักสองนาทีมั้ย?”
“ได้” ผมบอกทันทีทันใดด้วยหัวใจที่มีแต่ความสุข สนุกสนาน หันไปมอง ปรากฏว่าเป็นหญิงคนผมสีอ่อน มีผ้าพันคอสีเขียว มือถือคลิปบอร์ด
“ดีเลยค่ะ ให้ฉันพูดบอกคุณเกี่ยวกับ โครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ได้มั้ยคะ?”

สิบนาทีต่อมา ผมได้ผ่านการสนทนาที่แสนจะน่ารักเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผมตกลงที่จะ “รับอุปการะคนแ่ก่” โดยที่ให้หักเงินสองสามปอนด์ โดยตรงจากเงินเดือน ไปยังโครงการต่างๆนี้ นั่นเ้พราะว่า ส่วนมากเธอเอาแต่พูดคำว่า “คุณจะสนใจมัยถ้า….” และผมก็เอาแต่พูดว่า “ได้”

ผลัดจากหญิงคนนั้น ผมก็มุ่งหน้าไปยังสถานีรถใต้ดินทันที เพื่อที่จะไปเจอ ฮาน ในไม่ช้า ก่อนที่ผมจะถึงนั่น ก็ได้ยินพูดคุ้น มาทางขวาของผมว่า

“โทษนะครับคุณ คุณมีเวลาซักสองนาทีมั้ย?”

ผมสาบานว่าผมเคยได้ยินคำพูดนี่มาก่อน แล้วก็ไม่นานนี้เอง ผมหันกลับไปทางนั้น เห็นชายตัวสูงคนหนี่ง จมูกยาวๆ มีผ้าพันคอสีเขียว ผ้าพันคอที่มีข้อความว่า “อุปการะผู้สูงอายุ”

“เออ ได้ แต่ว่า–”
“ดีเลยครับ ให้ผมพูดบอกคุณเกี่ยวกับ โครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ได้มั้ย?”
เฮ้อ…

“อีกทีซิ คุณบอกว่าคุณมาสายเพราะ …”
“ผมต้องอุปการะผู้สูงอายุ”
“อืมม์ ฉันน่าจะรู้นะ” ฮาน พูด แล้วเราก็เริ่มเดินไปที่ร้านกาแฟใกล้ๆ “นั่นนะซิ ฉันก็ว่าหยังงั้นว่า ทำไมคนส่วนใหญุ่ถึงสายกันทุึกวันนี้ ช่างมันเถอะ ดีใจที่ได้เจอ มันนานมากๆที่เราไม่ได้เจอกัน”

——————-

แปลมาบางส่วนบางตอนของ Yes Man by Danny Wallace


02.18.08