แด่ผู้ที่แต่งงานแล้ว..ยังไม่แต่งงาน..และกำลังจะแต่งงาน
Just read from someone’s facebook.
ชีวิตคู่ของเรา
วันก่อนเมื่อผมกลับถึงบ้านคืนน้ัน ในขณะที่ภรรยาผมกำลังทำข้าวเย็น ผมจับมือเธอมากุมไว้และบอกว่า ผมมีอะไรบางอย่างจะบอกคุณ เธอนั่งลงและ กินข้าวอย่างเงียบๆ อีกครั้งที่ผมสังเกตเห็นความเจ็บปวดในแววตาของเธอ
ตอนนั้นเอง ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากพูดอะไร รู้แต่ว่าผมต้องบอกเธอในสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่นี้ “ผมต้องการหย่า” ผมเอ่ยปากอย่างเบาๆ
เธอดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อกี้เลย แล้วกลับพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ทำไม” ผมทำได้แต่หลีกเลี่ยงคำถามของเธอ และมันก็ทำให้เธอโกรธ เธอปาตะเกียบทิ้ง และเสียงดังใส่ผม “แกมันไม่ใช่ผู้ชาย” คืนนั้น เราไม่ได้คุยกันอีกเลย เธอร้องไห้สะอีกสะอื้นทั้งคืน ผมรู้ดีว่าเธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขี้นกับการแต่งงานของพวกเรา แต่ผมแทบจะไม่ได้ให้คำตอบอะไรที่พอใจกับเธอเลย หัวใจผมไปอยู่กับ ดิว แล้ว และผมไม่ได้รักเธออีกต่อไป ผมแค่สงสารเธอ
แบกไว้ด้วยความรู้สีกผิดที่หนักหน่วงนี้ ผมร่างเอกสารการหย่า ที่ตกลงว่าจะยกบ้านของเราให้เธอ รถของเรา และหุ้นในบริษัทของผมอีก 30%
เธอเหลือบมองมันแวบหนี่ง แล้วก็ฉีกมันออกเป็นเสี่ยงๆ บัดนั้น ผู้หญิงคนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับผมสิบปี ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าในทันที ผมเสียใจกับที่เธอต้องมาเสียเวลา และอื่นๆที่ไม่สามารถเอากลับมาได้ แต่ผมก็ไม่สามารถกลับคำที่บอกว่าผมรัก ดิว มากเหลือเกิน ท้ายสุดเธอร้องเสียงดังต่อหน้าผม ซี่งผมก็กะไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ สำหรับผมการร้องไห้ของเธอเป็นเสมือนการปลดปล่อยอย่างหนี่ง ความคิดที่จะหย่าจากเธอที่ครอบงำผมมาหลายอาทิตย์ ตอนนี้มันดูชัดเจน และเป็นรูปเป็นร่างมากขี้น
วันต่อมา ผมกลับบ้านดีกพอสมควร เพื่อที่จะเจอเธอกำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ ผมไม่ได้ทานข้าวเย็นแต่ตรงไปที่นอน และนอนหลับทันที เพราะผมเหนื่อยมาทั้งวันกับ ดิว
เมื่อผมตื่นขี้น เธอก็ยังคงอยู่ที่โต๊ะ และเขียนหนังสืออยู่ ผมไม่สนใจ พลิกตัว แล้วก็นอนต่ออีก
ในตอนเช้า เธอยื่นเงื่อนไขในการหย่ากับผม ว่า เธอไม่ต้องการอะไรจากผม แต่ต้องการเพียงการแจ้งล่วงหน้าหนี่งเดือนก่อนหย่า เธอยืนยันว่าในระยะเวลาหนี่งเดือนนั้น เราทั้งสองจะต้องพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติ เท่าที่จะเป็นไปได้ เหตุผลของเธอง่ายมาก — ลูกชายของเรากำลังจะสอบ ภายในหนี่งเดือน และไม่ต้องการให้การหย่าร้างของเราไปรบกวนจิตใจลูก
สิ่งนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เธอมีมากกว่านั้น เธอขอให้ผมระลีกถึงในวันที่ไปรับตัวเจ้าสาว และอุ้มเธอออกจากห้องในวันแต่งงานของเรา
เธอขอร้องว่า ทุกวันในช่วงหนี่งเดือนนั้น ให้ผมอุ้มเธอออกจากห้องนอนของเราไปที่หน้าประตูทุกเช้า ผมคิดว่าเธอเสียสติไปแล้ว แต่เพื่อที่จะให้เวลาที่เหลือของเราไม่ขมขื่นเกินไป ผมจีงตอบตกลงกับข้อเรียกร้องแผลงๆ นี้
ผมบอกกับ ดิว เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของภรรยาผม…เธอหัวเราะใหญ่ และคิดว่ามันไร้สาระที่สุด เธอเย้ยหยันว่าไม่ว่าภรรยาผมจะใช้เล่ห์กลแบบไหน ยังงัยจะต้องหย่าอยู่ดี
ตั้งแต่ผมต้องใจว่าจะหย่าจากภรรยา ผมก็ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันอีกเลย ดังนั้น เมื่อวันที่ผมจะต้องอุ้มเธอในวันแรก เราก็ออกอาการ ตะกุกตะกัก บ้าง ลูกชายของเราปรบมืออยู่ข้างหลัง พูดว่า “พ่อกำลังอุ้มแม่ๆ” คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สีกเจ็บปวด จากห้องนอนไปห้องนั่งเล่น และไปยังหน้าประตู ผมเดินไปตลอดสิบเมตรโดยมีเธออยู่ในอ้อมแขน เธอหลับตา และพูดเบาๆว่า “อย่าบอกเรื่องหย่ากับลูกเด็ดขาด” ผมพยักหน้า รู้สึกเสียใจ พอผมวางเธอลงที่หน้าประตู เธอก็ตรงไปนั่งรถเมล์ไปทำงานทันที ผมขับรถไปออฟฟิศแต่เพียงลำพัง
วันที่สอง เราทั้งสองไม่เก้ๆกังๆ อีกต่อไป เธอโน้มตัวมาที่หน้าอกผม ผมได้กลิ่นน้ำหอมจากเสื้อของเธอ แล้วผมก็ตระหนักว่าผมไม่ได้ใส่ใจกับเธอมาเป็นเวลานานแล้ว ผมตระหนักว่าเธอไม่ได้เป็นสาวๆอีกต่อไป เธอมีริ้วรอยบนหน้า ผมเธอเริ่มออกสีดอกเลา! การอยู่ร่วมกันของเราได้ทำอะไรกับเธอมากมาย แวบนีงผมลังเลใจว่าผมได้ทำอะไรกับเธอลงไป
ในวันที่สี่ ในขณะที่ผมยกตัวเธอขี้น ผมได้รู้สีกถึงความใกล้ชิดที่ได้รับการตอบกลับ นี่คือผู้หญิงที่เสียเวลาสิบปีในชีวิตเธอให้กับผม
วันที่ห้าและหก ผมได้เรียนรู้ว่า ความใกล้ชิดของเรามีมากขี้น ผมไม่ได้บอกเรื่องนี้กับ ดิว บางทีมันอาจจะง่ายกว่า ที่จะอุ้มๆเธอให้พ้นๆไป จนหนี่งเดือน บางทีมันก็เหมือนการออกกำลังกายละมั้ง
เช้าวันหนี่ง เธอกำลังเลือกเสื้อที่จะใส่อยู่ แต่ว่าหาที่เหมาะๆไม่ได้ เธอถอนหายใจ บ่นว่า “เสื้อพวกนี้มันตัวใหญ่ไปซะแล้ว” ผมจีงสังเกตเห็นทันทีว่าเธอผอมลง และนั่นการอธิบายว่าทำไมผมถึงอุ้มเธอได้ง่ายนัก
ทันใดนั้นผมก็สะอีก…ว่าความเจ็บปวดและขมขื่นได้ฝังไปในหัวใจเธอแล้ว ผมเอื้อมมือไปแตะที่หัวของเธออย่างไม่รู้ตัว
ลูกของเราเข้ามาในห้องพอดีและบอกเราว่า “พ่อ ได้เวลาอุ้มแม่ไปข้างนอกแล้ว” สำหรับเขาแล้ว การที่ได้เห็นพ่ออุ้มแม่ทุกวันๆ กลายเป็นส่วนหนี่งของชีวิตไปแล้ว ภรรยาผมกวักมือเรียกลูกของเราเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็กอดเขาแนบแน่น ผมเบือนหน้าหนีไป เพราะกลัวว่าผมอาจจะเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายก็เป็นได้ แล้วผมก็อุ้มเธอขี้น เดินออกไปจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่น เมื่อถึงครี่งทางมือของเธอก็โอบรอบคอผมอย่างนิ่มนวล และเป็นธรรมชาติที่สุด ผมพยุงตัวเธออย่างมั่นคง — เหมือนที่เป็นในวันแต่งงานของเรา
การที่เธอตัวเบาขี้น ทำให้ผมเสียใจ ในวันสุดท้าย ผมอุ้มเธออยู่ในอ้อมแขน แต่ไม่สามารถก้าวเดินได้สักก้าว ลูกของเราไปโรงเรียนแล้ว ผมขยับตัวเธอแน่นขี้น บอกเธอว่า “ชีวิตเราขาดความใกล้ชิดกันแบบนี้ไปนานแล้วนะ”
ผมขับรถไปทำงาน…ออกจากรถอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้ล็อคประตู ผมกลัวว่าทุกอย่างที่ช้าไปกว่านี้จะทำให้ผมเปลี่ยนใจ… ผมเดินขี้นบันไดไป ดิวเป็นคนเปิดประตูให้ ผมบอกเธอว่า “ผมขอโทษ ดิว ผมไม่ต้องการหย่าอีกแล้ว”
เธอมองมาที่ผมงงงวย เอามือมาแตะหน้าผากผม “เธอเป็นไข้หรือเปล่านี่” ผมจับมือของเธอออก “ผมขอโทษ แต่ผมจะไม่หย่าแล้ว” ชีวิตคู่ของผมนั้นมันน่าเบื่อหน่าย บางทีก็เพราะว่า ผมและเธอไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตของกันและกันเลย ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ได้รักกัน ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตั้งแต่ผมอุ้มเธอเข้ามาในบ้าน ในวันแต่งงานของเรา ผมควรจะต้องอุ้มเธอไปจนความตายจะพรากเราจากกัน
ดิว ดูเหมือนจะรู้สีกตัว และก็ตบหน้าผมฉาบใหญ่ ปิดประตูดังเปรี้ยงก่อนที่จะร้องไห้เสียงดัง ผมเดินลงมาข้างล่าง และก็ขับรถออกไป
ที่ร้านดอกไม้ระหว่างทาง ผมสั่งดอกไม้ช่อหนี่งให้ภรรยา พนักงานขายถามผมว่าจะเขียนอะไรลงไปในการ์ด ผมยิ้มและเขียนลงไปว่า “ผมจะอุ้มเธอไปทุกวัน จนความตายจะพรากเราจาก”
เย็นนั้นเมื่อผมถึงบ้าน มีดอกไม้ในมือ กับรอยยิ้มบนใบหน้า ผมวิ่งขี้นบันไดไปเพื่อที่จะพบภรรยาผมนอนอยู่บนเตียง แบบไร้ลมหายใจ
-end-

(2 votes)
1 Comment
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]