เฮียบอกว่า ผมไม่ใช่ลูกค้าเกรดเอ

และแล้ววันนั้นก็มาถึง จะเรียกว่าวันที่รอคอยก็ไม่ใช่ แต่เรียกว่าวันที่ไม่อยากให้มันมาถึงต่างหาก แถวบ้านผมมีร้านขายอาหารตามสั่ง ที่ไม่มีชื่อร้าน มีลุงและป้า (ซี่งก็ไม่รู้ชื่ออีกเช่นกัน) ผมเรียกลุงว่า เฮีย และเรียกป้าที่ทำหน้าที่เป็นแม่ครัว ว่า ป้า ก่อนอื่นขอบอกว่า ร้านนี้ไม่ธรรมดา แม้จะขัดแย้งกับสภาพร้าน

O “ป้า ไม่คิดจะติดแอร์ บ้างเหรอครับ ร้อนนะเนี่ยเวลานั่งกินน่ะครับ”

ป้า “ดีแล้ว ร้อนๆ จะได้ลุกกันเร็วๆ”

Attitude หมายเลขหนี่ง ที่ผมประสบกับตัวเองเมื่อราวปีกว่าๆ ที่แล้ว สมัยที่มากินร้านลุงกับป้า ใหม่ๆ และ ผ่านมาเกือบสองปี ร้านแกก็ยังสภาพเหมือนเดิมเด๊ะ ตอนแรกก็คิดว่าป้าล้อเล่น แต่ป้ากับลุงเค้าหมายความอย่างงั้นจริงๆ เป็นร้านที่มี attitude ครับ !!

แต่ก็มีส่ิงหนี่งที่ผมค้นพบ ร้านนี้ทำ ผัดกระเพรา ได้อร่อยที่สุดในประเทศไทย และในโลก และจักรวาล นี่คือเรื่องจริง ผัดกระเพราบ้านๆ เรานี่แหละ ถ้าเป็นผัดกระเพราหมูสับ ป้าแกจะใส่ใบกระเพราเยอะๆ แล้วก็ผัดแบบแห้งๆ หน่อย ใส่พริกหัวหอม เห็ด อร่อยเหาะ และ ทันทีที่ผมได้กินข้าวผัดกระเพราที่นี่ ผมก็บอกกับตัวเองทันทีเลยว่า เราได้ค้นพบแล้ว ว่านี่คือร้านที่ทำผัดกระเพราได้อร่อยที่สุดในโลกนี้

แต่มันจานละ 60 นะครับ

ครับ ผมก็ตกใจอยู่เหมือนกับ ดูจากสภาพร้านแล้ว กินที่เอ็มโพเรียมยังไม่แพงเท่านี้ นี่ขนาดยังไม่ได้ใส่ไข่เจียว ถ้าใส่ไข่เจียวด้วย ลุงแกจะบวกอีก 20 บาท ผมก็ได้แต่หลอกตัวเองกว่า กรูกินหรูทุกวัน กรูกินหรูทุกวัน จะมีใครรู้มั้ยน้า ว่าไอ้การเดินมากินข้าวหน้าปากซอย มันแพงๆพอกับกินข้าวที่ S&P อีกอย่างร้านนี้จะไม่เสริฟน้ำนะครับ แต่ถ้าสั่งน้ำเปล่าแบบไร้สติจะได้น้ำสิงห์ มาหนี่งขวดพร้อมหลอดหนี่งอัน และไม่มีน้ำแข็งมาให้ ถ้าสั่งน้ำแข็งทีหลัง เฮีย จะทำเสียงจื๊อจ๊ะ แล้วบอกว่า ทีหลังให้สั่งพร้อมๆกัน แล้วเฮียก็จะเดินกระเผลกๆ ไปหยิบน้ำแข็ง จนเรารู้สีกผิดว่า นี่กรูแกล้งคนพิการ อยู่หรือเปล่า?

ร้านนี้ไม่มีกระดาษทิชชู่ ไม่มีไม้จิ้มฟัน และราคาอาหารก็ขี้นลงตามราคาพืชผล และตลาด AFET

บางวันผมสั่งผัดกระเพรากุ้ง เฮียก็จะคิด 70 บางวันก็ 90 จนผมไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า อาหารจานต่อไปที่ผมจะสั่ง อาจจะทำให้ผมล้มละลายได้ หากไม่ได้เช็คข้อมูลราคาพืชผล ณ วันนั้นมาก่อนกินข้าว ดังนั้นส่วนมากผมก็จะวนๆ สั่งอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่ผัดผักรวมมิตร (ห้าสิบ) ก็ผัดกระเพรากุ้ง ไม่ก็ข้าวผัดปู (หกสิบ ถึง เก้าสิบ พร้อมคำบ่นว่า ปูแพงๆๆๆๆ) หรือไม่ก็ กุ้งผัดหน่อไม้ฝรั่ง (ซี่งไม่ได้มีทุกวันนะ) วันหนี่ง …

ลูกค้าขาจรผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “ลุงค่ะ ขอซื้อต้มยำกุ้ง ใส่ถุง”

เฮีย “ต้มยำกุ้ง ไม่มี ไม่ได้ทำ”

ผมได้ยิน เฮีย พูดคำนี้กับลูกค้าคนหนี่ง ในเย็นวันหนี่งหลังเลิกงาน แล้วผมก็แวะมากิน พลางอดสงสัยไม่ได้ว่า ร้านเฮีย ไม่มีต้มยำกุ้งขายเหรอ? เพราะว่าสิบนาทีก่อนหน้านี้ เฮียแกยังต้มให้ลูกค้าญี่ปุ่นคนนีงกินอยู่เลยอ่ะ พอลูกค้าคนนั้นทำหน้าอารมณ์อดแด๊ก แล้วก็เดินไปตายเอาดาบหน้า เฮียเดินผ่านผมแล้วก็บ่นให้ฟังว่า

เฮีย “เนี่ย เฮีย ไม่อยากมีปัญหา เฮียน่ะดูคนออก จะมาซื้อต้มยำกุ้ง เดี๋ยวพอทำให้เสร็จ บอกราคาไปก็มีปัญหาอีก เฮียน่ะดูคนออกนะ ว่าใครมีตังค์ไม่มีตังค์”

พอเฮียพูดเสร็จ ผมก็เลยต้องรีบแด๊กอย่างด่วนที่สุด แล้วก็รีบควักตังค์ออกมาจ่ายเฮีย ราวกับจะบอกเฮียว่า เฮียครับ ผมมีตังค์จ่ายค่าข้าวนะครับ แต่เหตุการณ์ตกตะลีง ในราคาอาหารเฮียเนี่ย ผมเห็นเป็นประจำ แล้วก็จะเห็นเฮียด่าลูกค้าว่า “เนี่ยราคา ไม่เห็นเหรองัย” ซี่งเฮียหมายถึงป้ายเล็กๆที่ติดหน้าร้าน แล้วก็เขียนปนกับภาษาอังกฤษด้วย แล้ววันไหนที่ผมไม่เห็นกับตา เฮียแกก็จะคอยเอาลูกค้าแกมาเมาท์ได้ทุกทีไป

และเมื่อสองวันก่อนนี้เอง มันก็ถึงคราวผม

วันนั้นผมกะว่าจะไปสั่ง ข้าวราดกุ้งผัดผงกระหรี่ (เก้าสิบ ถึง หนี่งร้อยยี่สิบ) แต่ ด้วยความขี้เกียจที่จะต้องเช็คราคาพืชผล ผมจีงหยิบตังค์ไป 150 แบบกะไว้ว่า กินเสร็จจะซื้อโออิชิ ที่เซเว่น มากินอีกขวดด้วย แต่ด้วยอาการสังหรณ์ใจ ผมจีงหยิบไปอีกยี่สิบบาท เป็น 170 บาท เดินผิวปาก ย่ามใจ ไปร้านเฮีย

O “เฮีย มีเนื้อปลาผัดผงกระหรี่หรือเปล่า”

ผมถามด้วยอารมณ์สงสัย ว่าร้านเฮียมีปลาขายหรือเปล่า เพราะว่าไม่เคยสั่ง พูดเสร็จผมก็รู้เสียใจในสิ่งที่ผมพูดไปทันที เพราะว่า เฮียแกเริ่มจาก การเดินช้าๆ มาที่ผม เอามือแตะบ่า แล้วก็บอกว่า

เฮีย “เฮ่อ มีปลาน่ะมี เนื้อปลาน่ะ แต่ต้อง 200 นะ” นีกได้ทันว่าหยับตังค์มาแค่ 170 จีงบอกเฮียไปว่า ไม่กิน แล้วก็กลับไปเมนูหรูดั้งเดิม
O “โอ้ว แพงจัง งั้นเอา กุ้งผัดผงกระหรี่ราดข้าว”

เฮียคงผิดหวังกับความหรูไม่พอของผม ที่ไม่ยอมสั่งเนื้อปลาผัดผงกระหรี่จานละสองร้อยของเฮีย พอผมเดินไปนั่งที่โต๊ะ เฮียก็เริ่มทันที

เฮีย “น้อง เคยเห็นปลาหรือเปล่า ตัวมันใหญ่ก็จริง แต่พอเอาแต่เนื้อมันก็เหลือไม่เยอะ” เฮียพูดพร้อมทำมือ ผมพละจากหนังสือที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่าน
O “เออ อืมม์ ครับ ไว้วันหลังมากินกันหลายๆคนแล้วค่อยสั่งดีกว่าครับ”
เฮีย “เนี่ย ปลาตัวเท่านี้ เอาเนื้อมา เหลือแค่สี่ชิ้นเอง มันก็ต้องแพงเป็นธรรมดา เคยเห็นหรือเปล่า ใช่มั้ยคุณ ใช่มั้ย”

แล้วเฮียก็เริ่มหันไปทางลูกค้าที่กำลังกินข้าวอยู่คนนีง ราวกับผิดหวังในตัวผม แล้วก็เริ่มนินทากันซี่งๆ หน้า ราวกับผมเป็นลูกค้าขาจร ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วเสือกดันถามหาเนื้อปลาผัดผงกระหรี่

เฮีย “แล้วก็ไม่ได้มีทุกวันนะ เนื้อปลา ลูกค้าบางคนเฮียก็ขาย”
O “ครับ…”
เฮีย “บางคนเฮียก็ไม่ขายให้ ต้องเป็นลูกค้าเกรดเอ เฮียถึงจะขาย”
O “ครับ”

ตกลงเป็นความผิดกรูใช่มั้ยเนี่ย ที่หยิบเงินมาไม่พอค่า ข้าวราดปลาผัดผงกระหรี่จานละสองร้อย ของเฮียอ่ะ แล้วผมก็เพิ่งรู้ตัว เฮียแกมีการจัดลำดับลูกค้าแกเหมือนกัน ว่าจะขายอะไรให้ใครได้ คาดว่าต่อไป หากผมหยิบตังค์มาพอค่าปลาผงกระหรี่ เฮียแกก็คงไม่ขายให้ แล้วก็บอกปัดเหมือนที่บอกปัด ลูกค้าที่ซื้อต้มยำกุ้ง คนนั้น แล้วเฮียก็ต้องเอาผมไปเมาท์ ให้ลูกค้าคนอื่นฟังแหงมๆ ว่า “เนี่ยนะ มีน้องคนนีงมากินประจำ วันนีงสั่งปลาผัดผงกระหรี่ เฮียบอกราคาไป น้องมันก็ไม่กินอีกเลย เฮียน่ะว่าแล้วเชียว เฮียน่ะดูคนออกนะ ว่าใครมีตังค์ไม่มีตังค์” แบบนี้แน่นอน

วันนั้นเฮียคิดค่า ข้าวกุ้งผัดผงกระหรี่ผมแบบเต็มแมกซ์เลยครับ ร้อยยี่สิบบาท แบบว่ากำลังยื่นแบงค์ร้อยให้ใบเดียว เพราะคิดว่า มันจะแค่ เก้าสิบ เลยต้องรีบกุลีกุจอหยิบเพ่ิมอีกยี่สิบ เดี๋ยวเฮีย ลดเกรดเราลงไปอีก แล้วทีหลังสั่งข้าวผัดปูไม่ได้


05.06.08