ประสบการณ์(คอมพิวเตอร์)ครั้งแรกของผม
ประสบการณ์คอมพิวเตอร์ครั้งแรกของผม นั่นค่อนข้างเลือนรางทีเดียว จำได้ว่า สมัยอยู่ประถม ข้างๆบ้าน ซี่งเป็นตีกแถว เจ้าของบ้านเปิดกิจการขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ที่บ้านเค้ามีสิ่งที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ อยู่เครื่องนีง
ถ้าผมเดาไม่ผิด เครื่องนั่นคงเป็นเครื่องที่เรียกว่า Apple II คอมพิวเตอร์ home pc รุ่นแรกของโลก หน้าจอมันเป็นโมโนโครม ตัวแสดงผลเป็นสีเขียว บนจอสีดำ ผมซี่งเป็นเด็กๆตอนนั้น ก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นมัน และก็ไปดูลูกเจ้าของร้าน เค้าเล่นเกมส์บนเครื่อง Apple II นั่น
หลายปีถัดมา สมัยเรียนมัธยมปลาย ก่อนที่ Internet จะถือกำเนิด ผมก็ได้จับคอมพิวเตอร์ pc อีกครั้ง เพราะว่าต้องไปเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และใช้โปรมแกรมที่ชื่อว่า Lotus 1-2-3 และใช้แผ่นดิสก์ ขนาด 5 นิ้ว แผ่นบางๆ ในการเก็บข้อมูล ซี่งตอนนั้น ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะราคายังแพงอยู่
ผมจำได้ว่า ผมไปเดินสยาม เพื่อนที่จะหาซื้อเกมส์สุดฮิตในสมัยนั้น เพื่อที่จะเอาไปเล่นกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้เรียน เกมส์นั้นมีชื่อว่า Indiana Jones ครับ … แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า คอมพิวเตอร์มีสิ่งที่เรียกว่า RAM และ ถ้า RAM ไม่พอ เครื่องนั้นก็จะเล่นเกมส์ไม่ได้
O “พี่ๆ แล้วจะเล่นเกมส์เนี่ย เครื่องจะต้องมี RAM เท่าไหรถึงจะพอ”
ผมถามคำถามนี้กับคนขายเกมส์ที่สยามสแควร์ เมื่อสิบกว่าปีก่อน …
คนขายเกมส์สมัยก่อน “โหย RAM แค่ 4 meg ก็เล่นเกมส์ได้เกือบทั้งโลกแล้ว”
นั่นคือคำตอบที่ผมได้ และผมก็ยังจำมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ถ้ามี RAM 4 meg ก็เล่นเกมส์ร้านมันได้ทั้งร้าน และเกือบทั้งโลก รวมทั้งเกมส์ Indiana Jones ที่ผมซื้อไปในวันนั้นด้วย — ครับ ปัจจุบัน RAM 4 meg มันยังไม่พอให้บูทเครื่องขี้นมาได้เลยครับ แต่นั่นมันเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันผมมี iMac ที่มี RAM อยู่ 4 gig แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเล่นเกมส์ได้ทั้งโลก หรือเปล่า
ผ่านมาอีกหลายปี ผมเข้ามหาวิทยาลัย ผมเจอเพื่อนที่เป็น computer geek คนนีงโดยบังเอิญ เพราะว่ามันชื่อเดียวกับผม ดังนั้นระบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้ง id มหาวิทยาลัย ของเราจีงอยู่ติดกัน ทำให้ผมต้องทำกิจกรรมทุกอย่างพร้อมกับมัน ไม่ว่าจะเป็น ต้องเรียน sec เดียวกัน สอบด้วยกัน รับน้องกลุ่มเดียวกัน และอื่นๆ
และไอ้เพื่อน geek คนนี้แหละครับ ที่พาผมไปเข้าห้องคอมพ์ ที่เรียกว่า mainframe และ ใช้สิ่งที่เรียกว่า dumb terminal สำหรับการแสดงผล และระบบปฎิบัติการที่เรียกว่า unix กับ chat room ที่(สมัยนั้น) ยังไม่มี emoticon หน้ายิ้ม หน้าบี้ง ขยิบตา ห่าเหวอะไรทั้งนั้น เราเรียก chat room นั้นว่า IRC ที่ต่อผ่านเน็ทเวิร์ค ของมหาลัย ออกไปสู่โลกภายนอก และใช้ pine โปรแกรมเขียนอีเมล์ แบบ text-mode ในการส่งหาเพื่อนๆ กันในมหาวิทยาลัย
สมัยนั้น วันๆนีง เวลาผมก็จะหมดไปกับไอ้เพื่อน geek คนนี้กับห้องคอมพ์ ที่หน้าจอสีดำ ตัวหนังสือสีขาว ซี่งบางทีเราก็เข้าไปเล่นเกมส์ RPG ในสมัยนั้น ที่เรียกว่า MUD !!! เกมส์ RPG ในสมัยนั้นไม่ได้หรูแบบ Final Fantasy VII หรอกนะครับ เวลาจะฟันศัตรู ต้องพิมพ์คำสั่งลงไปว่า slash แบบนี้ แล้วระบบ MUD ก็จะแสดงผลบนหน้าจอว่า HP หรือ hit point ลดลงไปเท่าไหร่ … เวลาจะเดิน ก็ต้องพิมพ์ north east west south ครับ
ในช่วงปลายปีหนี่ง Internet ก็ดังขี้นมา พร้อมๆกับ โปรแกรมท่อง Internet ในแบบ graphical ที่มีชื่อว่า Mosaic และ Netscape ครับ พวกเราตื่นเต้นกันมากครับ
มานีกอีกที ผมก็รู้สีกประทับใจ ที่ Generation X อย่างพวกผม ได้เป็นส่วนหนี่งของกิจกรรม นวัตรกรรม ที่คนรุ่นหลังอาจจะไม่ได้รับรู้อีกแล้ว เหมือนกับว่า พวกเราได้อยู่ตอนที่ เอดิสัน เปิดหลอดไฟในเมืองนิวยอร์คเป็นครั้งแรก แบบนั้น
ถัดมาอีกหลายในตอนที่ Napster กำลังดัง ผมก็ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ที่มีความเร็วตั้ง 400 MHz. และ RAM ตั้ง 256 meg ซี่งมันก็ยังไม่สามารถเล่นเกมส์ได้ทั้งโลกซะที ก็เลยตัดสินใจว่า เอามาใช้ทำการบ้านปริญญาโท คงจะดีกว่า คอมพิวเตอร์ตัวนี้ เป็นตัวที่ผมซื้อจากเงินทิป ที่ผมได้จากทำงานเป็นเด็กเสริฟ จำได้ว่าเครื่องนั้นเป็นยี่ห้อ IBM ราคา 2,000 ดอลล่า ผมซื้อมันที่ร้าน CompUSA
วันที่ซื้อนั้น ผมนั่งนับเงินที่เป็นแบงค์สิบดอลล่า เป็นร้อยๆใบ เพื่อที่จะจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แบงค์ก็เก่า แต่พนักงานที่แคชเชียร์ก็อดทนกับผม ผมยื่นเงินให้ปีกนีง พนักงงานก็นับ นับเสร็จต้องเรียกเพื่อนอีกคน มานับอีกรอบ
ปี สองปี ถัดมา อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ก็บูมสุดขีด ความเร็วของคอมพิวเตอร์ก็เป็นสองเท่า ทุกๆปี แล้วผมก็ได้คอมพิวเตอร์อีกหลายเครื่อง จนกระทั่ง ได้มีโอกาสได้ใช้ iMac
iMac รุ่นที่ดีไซน์ให้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกรวมไว้ในเครื่องเดียว มีแต่หน้าจอ คีย์บอร์ด และเมาส์เท่านั้น ผมชอบมันมาก เลยบังคับให้เพื่อน roommate ซื้อ Power Mac ราคา 3,000 เหรียญ จริงๆ ก็ไม่เชิงบังคับ แต่มันดันมาถามผมว่า จะซื้อ PC หรือ Mac ดี — ก็เข้าทางตีนผมละครับ ตอนนั้น แบบว่า อยากใช้ Mac อยู่แล้ว ก็เลยชวน roommate ซื้อ และจำได้ว่า สิ่งแรกที่มันหงุดหงิดกับ Mac คือ มันหาคลิกขวา ไม่เจอ
หลังจากนั้นผมก็ซื้อคอมพ์อีกหลายๆๆๆ ตัวทีเดียว รวมทั้ง iMac รุ่นซาลาเปา ที่มีโฆษณาที่มีคนไปยืนดู iMac แล้วแลบลิ้น ไอ้ iMac มันก็เลยเปิด tray cd ออกมามั่ง …. แล้วก็มาซื้อ PowerBook ที่ตอนนี้ใช้มาห้าปีแล้วก็ยังไม่เจ๊ง (ยกเว้นตอนที่ฟ้าผ่า แล้ว adapter พัง แต่คอมพ์ไม่พัง) และก็ล่าสุด iMac จอ 24 นิ้วที่สามารถเล่น full HD ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเล่นเกมส์ได้ทั้งโลกแล้วหรือยัง?
ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะบอกว่า ไม่แน่ว่าคนที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ดีๆ เหล่านี้ อาจจะกำลังจะจากโลกนี้ไป ครับ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา เวปไซต์ของ Bloomberg ได้ตีพิมม์บทความรำลีก หรือ obituary ถึง Apple CEO ที่ชื่อ Steve Jobs และไอ้ obituary นี้ เค้าเขียนให้คนที่ตายแล้วครับ
ครับ หน้าข่าว Bloomberg ในวันที่ 28 สิงหาคม ต้องผิดอย่างแน่นอน เพราะว่า Steve Jobs ยังไม่ตาย
ปรากฏว่า obituary ความยาว 17 หน้านั้น ยังไม่สมบูรณ์ครับ เรียกว่ายัง edit ไม่เสร็จ แต่ถูก(บังเอิญ) ตีพิมพ์ออกมาบน Internet ด้วยความผิดพลาด คาดว่า พนักงานคนนีงอาจจะกดปุ่มผิด
แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ Steve Jobs เป็นโรคร้ายนั้น มีมาซักพักแล้วครับ แต่ถูกปิดไว้โดยผู้บริหาร โดยที่เกรงว่าจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้น และ เมื่อไม่นานมานี้ ในปราฐกฏาแห่งนีง Apple CEO คนนี้ก็ได้เกริ่นในทำนองที่ว่า เค้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ครับ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขี้น obituary นี้ก็มีข้อความต่างๆ จากเพื่อน ผู้ร่วมงาน ลูกน้อง และประวัติ ที่น่าสนใจทีเดียว และก็น่าอ่านมากๆ ด้วย
Reading:
1) Stay Hungry. Stay Foolish by Steve Jobs.
2) Steve Jobs’ Obituary mistaken released by Bloomberg.

4 Comments
Jump to comment form | comments rss [?] | trackback uri [?]