LTF

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเรื่องของก่อน กองทุนรวมระยะยาว หรือ Long Term Equity Fund ถูกดีไซน์แบบเฉพาะกิจมาในช่วงปีราวปี 2547-2548 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว โดยจุดประสงค์หลัก คือการจัดหาทุนเพื่อมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยแลกเปลี่ยนกับผลตอบแทนทางด้านภาษี ดังนั้นเป้าหมายของ LFT จึงหวังเจาะตลาดจากชนชั้นกลางอย่างเด่นชัดครับ และผมขอยืนยันว่าหากใครไม่ลงทุนใน LTF นั้นคุณกำลังเสียเปรียบรัฐบาลเฮงซวยของประเทศนี้อยู่

ผลตอบแทนของ LTF ในด้านภาษี พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าคุณจะลงทุนไปเท่าไหร่ คุณสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้เท่านั้น อืมม์ ก็ไม่เชิง สมมติว่าคุณลงทุนไป 10,000 บาทในปีนั้น จะต้องเอา ฐานภาษี (ที่เป็น 10 15 20 30%) เข้าไปคูณก่อน ก็จะได้ตัวเลขที่คุณจะได้เงินคืนจากกรมสรรพากรทันที หลังจากที่ยื่นขอคืนภาษีในช่วงต้นปีถัดไป แต่ว่าหล่งจ้งแล้วต้องไปเกิน 15% ของรายได้ทั้งปี หรือไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี พูดง่ายก็คือ คุณต้องคำนวณก่อนว่า คุณสมควรซื้อ LTF หรือไม่ และเท่าไหร่ Tisco Asset มีเครื่องช่วยคำนวณภาษี รวมทั้งคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถลงทุนกับ LTF ได้ไว้ที่ https://www.tiscoasset.com/en/Tax_Calculator.jsp ยกตัวอย่างแบบคร่าวๆ หากคุณเงินเดือน 50,000 บาท คุณจะได้เงินคืนจากภาษีทันที 10,000 บาท ถ้าหากคุณซื้อหุ้น LTF 90,000 บาทในปีหนึ่ง ซึ่งเงินก้อนนี้จะมี Return on Investment อยู่ราวๆ ที่ 3 - 4% ต่อปี ซี่งก็ดีกว่าฝากแบงค์ไว้ ณ ตอนนี้ แต่หลังจากนั้นเมื่อหุ้นคุณมีอายุครบตามสัญญา (ปกติคือ 5 ปีปฎิทิน) คุณก็ขายได้และ รายได้จากการขายจะไม่ถูกหักภาษีแต่อย่างใด ยอดเยี่ยมมั้ยละครับ

โดยค่าเฉลี่ยของ LTF ของทุกกองทุน จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี เชียวนะครับ เมื่อรวมผลตอบแทนจากการคืนภาษี บวกกับผลตอบแทนทางการตลาดเมื่อขายหุ้นคืน

ซื้อ LTF ปลายปีแพงจริงเหรอ?

จากประสบการณ์ สิ้นปีไม่ใช่ว่า LTF จะแพงเหมือนที่ข่าวลือทั่วไป ปีที่ 2549 สิ้นปี หุ้นไทยตกไป 20% ในเดือนธันวาคม ทำให้ LTF ต่างๆ ก็ถูกกว่าราคากลางปีไปเกือบ 20% เหมือนกัน แล้วถามว่าควรซื้อตอนไหนดี? ตอบได้คำเดียว ซื้อตอนหุ้นตกนั้นแหละดี แต่ถ้าไม่ตกเกจิอาจาร์ยทั้งหลายแนะนำว่าให้กระจายซื้อทั้งปี หรือแบ่งซื้อมันทุกๆเดือนเพื่อกระจายความเสี่ยง ค่อยๆ ซื้อไป

ดู Net Asset Value (NAV) ให้เป็น

NAV คือมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนนั้นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะ หรือ port ลงทุนที่ผู้จัดการกองทุนเอาเงินไปลง ซึ่ง LTF ส่วนใหญ่จะลงทุนกับตลาดหุ้นในกลุ่มที่เรียกว่า high market capital เช่น กลุ่มพลังงาน สื่อสาร เป็นต้น ดังนั้นค่า NAV จะเกาะติดกับ SET index พอสมควร ถ้าปิดตลาดวันไหนถ้า SET index ตก LTF ก็ตกตามไปด้วย LTF ที่มีค่า NAV แพงๆ เช่นพวก Aberdeen จะมีผลดำเนินการดีกว่ากองทุนอื่น ดังนั้น NAV ในแบบรายปีจะช่วยให้ผู้ลงทุนรู้ว่ากองทุนไหนจัดการได้ห่วยแตก หรือกองทุนไหนหวือหวา ดังนั้น NAV ในแบบรายปีค่อนข้างสำคัญนะครับ อย่ามองข้ามทีเดียว ปีที่แล้ว SCB ค่อนข้างขาดทุนตามสภาวะตลาดในขณะที่บางกองทุนก็เจ็บตัวน้อยกว่า เราเรียกผลประกอบการในแบบรายปี ซึ่งหาดูได้จากที่ http://www.thaimutualfund.com/AIMC/FundPerformanceRep.jsp

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะขาขึ้น ซี่งก็ไม่แปลกหรอกครับ หากถ้าคุณดูค่า P/E หรือ price per earning ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งทำให้หุ้นไทยอยู่ในภาวะที่เรียกว่า under value ครับ หรือ ราคาหุ้นไทยยังต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนมากๆ ข่าวทางทีวีจะพูดว่าปัจจัยพื้นฐานยังดีอยู่ครับ ในภาวะแบบนี้เราควรซื้อ LTF เลยละครับ เพราะว่า LTF เป็นการลงทุนระยะยาวห้าปี ซึ่งโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงจะมีค่อนข่างมาก ยกตัวอย่าง หากใครซื้อ LTF เมื่อปลายปี 2549 ณ ขณะนี้ หุ้น LTF คุณกำลังได้ผลตอบแทนนกว่า 40% เลยทีเดียว ยังงัยก็ตาม ขอแนะนำว่าให้คอยดูว่า P/E ตามหน้าหนังสือพิมม์ให้ดี ถ้ายังต่ำอยู่แสดงว่าหุ้นยังมี potential ในการทำกำไร

สุดท้าย การลงทุนคือความเสี่ยง ดังนั้นต้องลงทุนอย่างฉลาดนะึึครับ โดยส่วนตัวแล้ว มนุษย์เงินเดือนควรที่จะเอาเงินเดือน 20% เพื่อที่จะลงทุนในกองทุน หุ้นต่างๆนะครับ เพื่อเป็นการออมที่ให้กำไรดีกว่าเก็บเงินสดไว้นะครับ


10.22.07