เมื่อคนไร้ศาสนาไป สวนสันติธรรม

เมื่อวันแรงงานที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปฟังพระอาจารย์ปราโมทย์เทศน์ ที่ สวนสันติธรรม ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และก็แน่นอนครับว่า มันไม่ใช่ความคิดผมแต่อย่างใด ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ได้นับถือศาสนาใดศาสนาหนี่ง เป็นเรื่องเป็นราว และบวกกับเคยตั้งคำถามกับตัวเองไว้ว่า ศาสนาที่ถูกจัดตั้งในโลกปัจจุบัน เป็นสิ่งปรุงแต่ง ตบตา และบิดเบือน แบบข้ามกาลเวลา จนปรัชญาดังเดิมกลายเป็นเรื่องของ นรกสวรรค์ ทำบุญหวังผล บาปบุญ เรื่องเหนือธรรมชาติ เวียนว่ายตายเกิด และ ธรรมะในศาสนาพุทธ คือสิ่งสุดท้ายที่คนจะไขว่คว้าได้ เมื่อจะจมน้ำตาย และไร้ซี่งที่เกาะเกี่ยวยีดเหนี่ยว อื่นๆอีกแล้ว

และสิ่งหนี่งที่ผมกลัวมากก็คือ การตั้งคำถามกับความเชื่อของบุคคลกลุ่มหนี่ง ที่ศีกษาและปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด จะทำให้ผมโดนตีหัวแตก และโดนด่าว่า พวกบัวใต้น้ำ ไร้การศีกษาและเป็นพวกบ่อนทำลาย หรือ ผมกลัวว่าถ้าไปตั้งคำถามว่า หากการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง แล้วทำไมประชากรโลกถึงเพิ่มขี้นทุกวันๆ นอกจากนี้ผมยังกลัวหากผมไปแสดงความคิดเห็นว่า คนที่มาวัดเนี่ย ถ้าไม่มีทุกข์ เค้าจะไม่มาใช่มั้ย? หรือ ทำไมต้องชุดขาว หรือ ทำไมต้องกำหนดลมหายใจ อย่างนี้แบบนี้ แล้วจะโดนตบกระโหลกกลับมามั้ย?

แต่ มีสิ่งที่แตกต่างไปจากมโนคดิเดิมๆ ที่ สวนสันติธรรม ครับ

O “นี่ ตกลง ไอ้ภาวนาเนี่ย มันคืออะไร แปลว่าอะไรนะ”

ผมถามเพื่อนชื่อไมค์ ที่สุดยอดบังเอิญมาเจอที่นี่ ไมค์เป็นเพื่อนสมัยเรียนเตรียมอุดมฯ และจุฬาฯ แล้วก็ไม่ได้เจอกันนานร่วมสิบปี ไมค์บอกว่าเค้าเป็นลูกศิษย์พระอาจาร์ยปราโมทย์ มานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนท่านบวช และตอนนี้ไมค์เป็นรองศาตราจาร์ยอยู่ที่ญึ่ปุ่น เดือนสองเดือนจีงกลับมาเมืองไทย แล้วมาทีไรก็ต้องมาฟังท่านเทศน์ ทุกทีไป

ไมค์ “ภาวนา คือ การเจริญสติ”

ผมเริ่มประมวลผลกับ คำที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสองวินาทีก่อนทันที เอ … เจริญ ก็คือ การทะนุ บำรุงรักษา แล้วก็ไปข้างหน้าเรื่อยๆ อืมม์ อืมม์ แล้วส่วน สติ ก็คือ conscious ใช่หรือเปล่า แปลว่า การรู้สีกตัว … เมื่อรวมกันก็ …

O “คือ การรักษาไว้ซี่งความรู้กายใจ?” น่าน copywriter ยังเรียกพี่

ไมค์ “ใช่แล้ว ต้องทำ ต้องปฏิบัติเองถึงจะรู้ ไม่ทำไม่รู้หรอก”

จริงๆแล้ว ไมค์ พูดอีกสองสามประโยคซี่งผมก็ลืมไปแล้วว่า ไมค์พูดอะไร ผมจำได้แค่เชิงอรรถของคำว่า ภาวนา ได้เพียงคำเดียวจริงๆ และ ไมค์ก็บอกว่า ผมควรจะอ่านบทที่หนี่งในหนังสือ วีถีแห่งความรู้แจ้ง ที่มีชื่อว่า แด่เธอผู้มาใหม่: เรื่องเรียบง่ายและธรรมดา ที่เรียกว่าธรรมะ ผม mental note ไว้ในใจว่ากลับไปบ้านจะอ่านทันที

กลับมาที่ความแตกต่างของ สวนสันติธรรม กับพระอาจารย์ปราโมทย์ เพื่อนผมที่ลากผมไปด้วย บอกผมไว้ก่อนแล้วว่า ที่นี่สอนไม่เหมือนที่อื่น ที่มุ่งเน้นแต่เรื่อง สมถะ (อีกคำที่ผมได้มาใหม่) เช่นการเพ่งให้สมองคิดแต่ว่่าร่างกายนี้กำลังทำอะไรอยู่ หรือ ที่ผมเคยได้ยิ่งบ่อยๆว่า ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก หรือไม่ก็เดินหนอ หยิบหนอ วางหนอ พวกนั้น ซี่งผมต้องยอมรับว่า ผมคิดว่า มันเป็นการกระทำของคนบ้าและหมกหมุ่นโดยสิ้นเชิง

เพื่อนผมบอกว่า ตามหลักที่นี่ เราไม่ต้องกำหนดหรือกดมันไว้ แต่ให้รู้

เรียกว่าหากทำอะไรให้มีสติเข้าไว้ ทำอะไรก็ให้รู้ตัว จะโกรธก็โกรธ เขินก็บอกว่าเขิน จะใจลอยก็ใจลอยไปซิ ไม่ได้ห้าม ซี่งพระอาจารย์ปราโมทย์เทศน์ไว้ว่า จิต มันเคลื่อนไว้ตลอด ต้องปล่อยมัน สิ่งที่เราทำได้คือ การรับรู้ เพื่อให้เกิดปัญญา

ผมก็มานั่งคิด และก็มาตั้งคำถามเอาเองว่า หากในเมื่อทุกสิ่งที่อย่างที่จิดใจเรารับรู้ เป็นเรื่องปรุงแต่ง แล้ว การไม่รับรู้สตินั้นเป็นบ่อเกิดของความกังวล สับสน โทสะ ในจิตใจเรา ใช่หรือไม่? พูดง่ายๆก็คือ เราโกรธแบบไม่รู้ตัว เรากังวลวิตกจริตจิดฟุ้งซ่านแบบไม่รู้ตัว เราอิจฉาตาร้อนกันแบบไม่รู้ตัว และเมื่อถ้าเราสามารถสำรวจและประเมินจิตใจเราได้ว่า ณ ขณะนั้น เรากำลังบ้าไปเอง เรากำลังอิจฉาแบบไร้สาระ เรากำลังเพ้อเจ้อแบบขาดเหตุผลมาจรรโลง — แบบน้ันคือ เรามีสติและปัญญาแล้ว ใช่หรือเปล่า?

ผมคิดไปต่อไปอีกว่า หากตรรกะมันถูกต้อง ผมสมควรที่จะฉลาดพอที่จะไม่โกรธ เมื่อผมรู้ตัวว่าโกรธ — พูดแบบนี้ถูกหรือเปล่าครับ?

ในหนังสือที่ ไมค์ ให้อ่านบอกไว้ว่า “ความรู้สีกสุขทุกข์ และอารมณ์ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ … และมีเหตุทำให้เกิดขี้นเป็นคราวๆ เท่านั้น”

การไปสวนสันติธรรม ในวันแรงงานของผม ทำให้ผมได้คำตอบสำหรับตัวเอง ที่ไม่รู้ว่าจะมีใครมายืนยันได้ว่ามันถูกต้องหรือไม่ คำตอบสำหรับตัวเองที่ว่า ความทุกข์และอารมณ์เกิดจากการขาดสติเป็นช่วงๆ และผมยังพาลไปตอบคำถามซี่งเป็นเหตุให้ผมพาตัวเองมาที่สวนสันติธรรมนี้ คำถามนั่นก็คือ ทำไมเพื่อนผมถึงได้เศร้า เสียใจ ตอนเลิกกับแฟน นักหนา

ไมค์ “เออ นี่รู้หรือเปล่าว่า เพื่อนเราอีกสองคน บวชกับพระอาจาร์ยมาสองปีแล้ว จำ กรกฎ กับ ไพศาล ได้มั้ย”

ไมค์ระลีกความหลังในสมัยม.ปลายให้ผม พลางชี้นิ้วมือไปที่พระหนุ่มสองรูป ที่กำลังสนทนากับฆารวาสอยู่ทางมุมห้อง ผมมองตาม พร้อมกับแทบไม่เชื่อว่า ผมจะได้เจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันร่วมสิบปี ที่นี่ ถึงสามคน เพื่อเพิ่มความแปลกไปว่านั้น เพื่อนที่พาผมไปนั้น ก็เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้วเหมือนกัน เรียกได้ว่าเดิินไปกินข้าวข้างตีกที่ทำงาน ยังเจอเพื่อนน้อยกว่า มาฟังเทศน์ที่ศรีราชา นี่ซะอีก เป็นไปได้ยังงัย

ส่วนข้างในลีกๆ ผมก็ยังตั้งคำถามไว้่ว่า ในเมื่อ ธรรมะเป็นส่ิงที่เรียบง่ายและธรรมดา แล้วทำไมเราต้องยุ่งยากกับ ภาษาบาลี สันสกฤต การอธิบายเชิงปฏิบัติที่สอดแทรกด้วยเรื่องที่อธิบายไม่ได้ และยอมรับไม่ได้ในบางกรณี หนังสือที่เขียนออกมาหลายเวอร์ชั่น ราวกับว่า ธรรมะ ไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์และต้องการการตีความราวกับรัฐธรรมนูญไทย และทำไมโลกที่มีธรรมะมาร่วม 2600 ปี แล้วยังมีการเข่นฆ่า โกงกิน เบียดเบียน ฆ่าตัวตาย และทุกขังอีกมากมาย หรือว่า ศาสนา ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะทำ แล้วฉะนั้น เราควรหยิบธรรมะออกจากศาสนา และทำมันให้เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่านี้หรือไม่ ทำให้มันแยกออกจากระเบียบประเพณี แต่คงไว้ซี่งหลักคิดที่หลักแหลม และไม่ต้องไปวัดก็สามารถเรียนรู้ได้

ถึงตอนนี้ผมก็ต้องบอกตัวเองว่า ผมรู้ตัวว่าผมกำลังมีโมหะ และเพ้อเจ้ออยู่คนเดียว


05.02.08