A Convenient Cheat of Winning Company Holiday Houses

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Freakonomics เขียนโดย STEPHEN J. DUBNER และ STEVEN D. LEVITT ในตอนหนึ่งหนังสือกล่าวถึงบทความที่ทั้งคู่เขียนลง The New York Times Magazine ชื่อบทความว่า What the Bagel Man Saw: An Accidental Glimpse at Human Nature ที่กล่าวถึงนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่หันไปส่งขนมปัง bagel หลังจากที่ค้นพบว่าการทำ delivery ขนมปัง bagel ไปตามออฟฟิศต่างๆ และวางโถเงินไว้ให้คนที่มาหยิบใส่เงินค่าขนมปังลงไป นั้นมันทำรายได้ให้เขาพอๆกับเงินเดือนที่เขาได้รับจากการประกอบอาชีพนักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็อีกนั่นแหละเขาก็ค้นพบด้วยว่ามีการโกงกินเกิดขึ้น กินแล้วไม่ได้จ่ายจริง หรือ จ่ายไม่ครบ โถใส่เงินที่โปร่งใสจะช่วยลดการกินแล้วไม่จ่ายได้ดีกว่าโถทึบ แต่โอกาสเงินทั้งหมดจะหายก็มีมากกว่า ออฟฟิศที่มีขนาดใหญ่และมีพนักงานมากจะมีคนอัตราส่วนคนที่ไม่ซื่อสัตย์มากกว่าออฟฟิศขนาดเล็ก และ การโกงก็ไม่เกี่ยวหน้าที่การงานและเงินเดือนที่พนักงานได้รับเพราะเขาค้นพบว่าการหยิบขนมปังไปกินแล้วไม่จ่ายในชั้นที่มีพนักงานระดับล่างกับพนักงานระดับผู้บริหารนั้นมีพอๆ กัน เขาเรียกว่า คนมันจะโกงทุกครั้งที่มีโอกาส นั่นแหละครับ คนที่ทำวิจัยเรื่องนี้และเจ้าของกิจการ bagel ชื่อ Paul F. และเขาเรียกอาชกากรรมนี้ว่า white-collar crime !! และผู้ตกเป็นเหยื่อก็คือตัวเขาเอง white-collar crime มีตัวอย่างใกล้ตัวเราจาdอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จนถึง ซอฟแวร์โปรแกรมเมอร์ ครับ

คนรู้จักผมคนหนึ่งทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติที่ได้รับการยอมรับถึงความเป็น international อย่างแท้จริงแห่งหนี่งที่เพียบพร้อมไปด้วยระเบียบพิธีการ (protocol) ตลอดจนข้อปฏิบัติพนักงาน (code of conduct) ซี่งผมก็ย้ำเตือนเพื่อนคนนี้เสมอว่าพฤติกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมาและได้รับการสั่งสอน หรือที่ภาษาอังกฤษว่าไว้ว่ามันขึ้นอยู่กับ the way people get socialized และแทบจะไม่เห็นเลยว่า protocol กับ code of conduct จะมีผลชัดเจนจนทำให้คนเรามีความรับผิดชอบตลอดจนธำรงความซื่อสัตย์ต่อสังคมบรรษัทอย่างจริงใจ และเพื่อส่วนรวม บริบทเดียวที่เห็นผลคือ ความกลัว เท่านั้่นครับ กลัวว่าจะโดนจับได้ กลัวว่าจะตกงาน กลัวเพื่อนร่วมงานมองในแง่ลบทั้งหมดเป็นความกลัวล้วนๆแบบไม่เจือปน
เพื่อนผมคนนี้เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในบริษัทแห่งนี้ซี่ง offer บ้านพักตากอากาศให้กับพนักงานในบริษัท แล้ววันหนึ่งมันก็มาบอกผมว่าบริษัทไม่ซื่อสัตย์กับพนักงานในเรื่องบ้านพักตากอากาศ เนื่องจากมันนั่งนับจำนวนคนที่สา่มารถจองบ้านพักได้เทียบกับสัดส่วนพนักงานแล้ว โอกาสที่พนักงานหนึ่งคนจะสามารถจองบ้านพักได้สำเร็จมีความเป็นไปได้แค่ 10 เปอร์เซนต์ มันบอกผมด้วยอารมณ์ราวกับที่ประชาชนไทยคนชั้นกลางถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อให้พวกกองทุนหมู่บ้านกู้ไปแล้วก็ไม่มีปัญญาใช้ กลายเป็นหนี้สูญ แล้วรัฐบาลเฮงซวยสมัยก่อนก็มายกหนี้ให้ไปแบบหน้าตาเฉย (ขอนิดนีง) ความรู้สึกแบบนั้นละครับพี่น้อง

เพื่อนผมบอกว่าแค่นั้่นยังไม่พอ นอกจากโอกาสจองบ้านพักช่วงเสาร์อาทิตย์ได้สำเร็จมีแค่เท่าหางอึ่ง ยังมีการโกงในรูปแบบหนึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการจับฉลากด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อหาผู้โชคดีในแต่ละเดือน มันบอกว่ามันได้รับการยืนยันจากการถามคนที่ โชคดี ที่จองบ้านพักได้ว่าเทคนิคที่เขาใช้ก็คือ back door exploitation (ศัพท์พวกโปรมแกรมเมอร์น่ะ) โดยวิธีการแลกสิทธิ์ในการใช้บ้านพักตากอากาศ หมายความว่าใครคนนึงสามารถโอนสิทธิ์ที่ได้รับมาให้กับเพื่อนในบรัษัทได้ พอยังงี้พวกก็เล่นเกณฑ์คนไปช่วยกันจอง แล้วก็บอกเอาไว้ว่าใครจองได้ช่วยโอนมาให้หน่อย แล้ว พอที่เอ็งข้าจะไปช่วยจองให้ ผลัดกัน….. white-collar crime in action ครับพี่น้อง คนที่เป็นเหยื่อมีสองพวก คือคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จองเอง กับ พวกที่มีเพื่อนน้อยกว่านั่นเอง

รูปแบบการคอร์รัปชันที่อาศัยช่องทางที่ไม่ทราบว่าตั้งใจเปิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นฟังดูอาจจะรุนแรง แต่การโกงไม่มีคำว่า โกงโดยไม่ตั้งใจ นะครับ ธรรมชาติของการแสดงความไม่ซื่อสัตย์นั้่นได้ถูกไตร่ตรองไว้อย่างรอบคอบแล้ว นอกจากไอ้เพื่อนผมคนนี้มันจะรู้สึกทะแม่งๆ และตั้งคำถามในการจับหาผู้โชคดีแบบสั่วๆ อย่างนี้แล้วมันก็ส่งอีเมล์ไปบอกกับแผนกบุคคล หรือ HR เจ้าของรายการโชว์หลอกลวงนี้ ในเชิงที่เรียกร้องหาความจริงและเน้นถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด หลังจากส่งอีเมล์ตอบโต้กันไปมาสองสามฉบับกับแผนกบุคคล หัวหน้าแผนกก็ชี้แจงว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้และไม่เคยเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ยอมรับว่ามีการแลกสิทธิ์กันจริงพร้อมกับยืนยันแผนกตัวเองยึดมั่นใน stupid code of conduct มาโดยตลอด แถมด่าเพื่อนผมด้วยว่าเป็นคนที่หยาบคาย และทิ้งท้ายด้วยข้อความนี้:

Dear Khun xxx

I believe I have provided clarity to you on the issue and will not entertain any more queries.

Regards,

Entertain MY ASS !! เพื่อนผมมันตะโกนใส่หน้าผมหยังงั้นขณะที่เล่าให้ผมฟังพร้อมกระแทแก้วน้ำ ทำนองว่า เอนเตอร์เทนพ่อมรึงนะซิ แต่ว่าผมไม่เคยประเมินเพื่อนผมคนนี้ต่ำไปเลย ผมถามกลับไปว่า แล้วมึงตอบกลับไปว่าอะไร มันบอกมันเขียนอีเมล์สั้นๆตอบไปว่า:

I am not laughing.

Resource: คลิ๊กที่นี่ สำหรับบทความเรื่อง What the Bagel Man Saw: An Accidental Glimpse at Human Nature


01.09.07